วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คุณแม่มือใหม่

พบกับหน้าเว็บใหม่ที่จะให้คุณ ๆ ที่กำลังจะสร้างครอบครัว และผู้ที่กำลังจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่

มีแนวทางการดูแลตนเอง และลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาออกมาดูโลก   

โดยหน้าแรกนี้จะกล่าวถึง ช่วงพัฒนาการในวัยต่าง ๆ เริ่มต้นตั้งแต่ การพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์,

พัฒนาการในช่วงวัยแรกเกิด-3 ขวบ, พััฒนาการในช่วงวัย3-6ขวบ,  พัฒนาการในช่วงวัย6-9ขวบ,

พัฒนาการในช่วงวัย9-12ขวบ

พัฒนาการทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์
  
  การตั้งครรภ์ อาการคนท้องและ
 พัฒนาการทารกในครรภ์1-9เดือน
 อายุครรภ์กับขนาดท้อง ที่โตขึ้น     
ในแต่ละไตรมาส ขนาดของครรภ์จะโตขึ้นเรื่อยๆตามอายุครรภ์ ระดับมดลูกก็จะแตกต่างตามไปด้วยเช่นกันค่ะ
-   ไตรมาสแรก (ประมาณ 0 – 12 สัปดาห์) ขนาดมดลูกยังไม่ขยาย แต่บางคนที่รู้สึกว่าท้องใหญ่ขึ้นนั้นเป็น เพราะท้องอืด          เพราะฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ทำให้แพ้ท้องและมีท้องอืดร่วมด้วย
-   ประมาณสัปดาห์ที่ 10 – 12 จะเริ่มคลำขนาดมดลูกที่หน้าท้องได้เหนือหัวหน่าวเล็กน้อย
ความยาวของทารกจากศีรษะข้างต้น 6-7 ซ.ม. เริ่มมีการสร้างเนื้อกระดูก และการพัฒนาของนิ้วมือและเท้า ผิวหนัง เล็บ และเส้นขน อวัยวะเพศภายนอกเริ่มแยกได้ว่าเป็นเพศชายหรือหญิง ระยะนี้ทารกเริ่มมีการเคลื่อนไหว
-   ช่วงเริ่มเข้าสู่สัปดาห์ที่ 14 มดลูกจะอยู่ 2 ใน 3 นับจากสะดือไปถึงหัวหน่าว (เวลาแบ่งช่วงหน้าท้องทางการ แพทย์จะ   แบ่งจากใต้สะดือเป็น 3 ส่วน เหนือสะดือเป็น 4 ส่วน)
-   ช่วงสัปดาห์ที่ 20 ยอดมดลูกจะอยู่ที่ระดับสะดือพอดี  ทารกมีน้ำหนักประมาณ 630 กรัม ผิวหนังมีลักษณะเหี่ยวย่น เริ่มมีไขมันสะสมที่ชั้นใต้ผิวหนัง เริ่มมีขนคิ้ว และขนตา หลอดลมเริ่มพัฒนา แต่ถุงลมในปอดยังไม่พัฒนา ดังนั้น ถ้าคลอดในระยะนี้ทารกจะพยายามหายใจ แต่ไม่มีถุงลมแลกเปลี่ยนออกซิเจน และเสียชีวิตในที่สุด
 -   หลังจากสัปดาห์ที่ 20 ขนาดของมดลูกจะมีขนาดเท่ากับอายุสัปดาห์ เช่น ถ้าอายุครรภ์ 23 สัปดาห์ จะวัดยอด มดลูกจากเหนือหัวหน่าวได้ 23 ซม.พอดี ซึ่งเป็นวิธีที่หมอสูติใช้ตรวจว่าขนาดมดลูกด้วยว่าเจริญเติบโตเท่ากับอายุ หรือ ไม่
-   หลังจากสัปดาห์ที่ 28 ของการตั้งครรภ์ ความยาวของทารกประมาณ 25 ซ.ม. และน้ำหนัก 1,100 กรัม ผิวหนังจะปกคลุมด้วยไข ทารกที่คลอดในระยะนี้จะเคลื่อนไหวแขนขาได้ดี และส่งเสียงร้องได้เบาๆ
 -   หลังจากสัปดาห์ที่ 32  ของการตั้งครรภ์ ทารกจะมีความยาว 28 ซ.ม. และน้ำหนัก 1,800 กรัม ผิวหนังยังคงมีลักษณะเหี่ยวย่น ทารกที่คลอดระยะนี้มักจะสามารถเลี้ยงรอดได้ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน
-   หลังจาก 37 สัปดาห์ (หรืออาจจะมากกว่านี้กับคุณแม่บางคน) คุณแม่จะรู้สึกว่าท้องเริ่มลด นั่นเป็นเพราะลูก กำลังกลับศีรษะลงในอุ้งเชิงกราน จึงทำให้รู้สึกเหมือนท้องลด ถือเป็นสัญญาณใกล้คลอดให้คุณแม่ได้ด้วย แต่หาก เด็กตัวใหญ่มาก ไม่ยอมกลับศีรษะ แต่ใช้ส่วนนำเป็นก้น แม่จะรู้สึกแน่น ตึง เพราะมดลูกค้ำอยู่กรณีนี้จะต้องผ่าคลอดค่ะ   


การสร้างเสริม 4 พัฒนาการของทารกในครรภ์












 
การได้ยินของทารกเริ่มเมื่อไร
ากากากา
 หหห



jj













6 สัปดาห์รู้เพศทารก





วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การสร้างเสริัม 4 พัฒนาการของทารกในครรภ์

          
          สร้างเสริม 4 พัฒนาการทารกในครรภ์
ขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์ ระบบประสาทส่วนต่างๆ เริ่มทำงานแล้ว และยัง สามารถรับรู้และตอบสนองกับสิ่งกระตุ้นจากภายนอกท้องแม่ได้ โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ 4 เดือนไปแล้ว คุณแม่และคุณพ่อจึงสามารถช่วยสร้างเสริมพัฒนาการของลูกน้อยได้ ดังนี้ค่ะ

1. ด้าน อารมณ์
คุณแม่ที่อารมณ์ดีอยู่เสมอจะทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีทั้งสมอง (IQ) และอารมณ์ (EQ) ในทางตรงกันข้าม คนที่มีอารมณ์หงุดหงิด โมโหง่าย จะทำให้ลูกคลอดออกมาเป็นเด็กงอแง เลี้ยงยาก พัฒนาการช้า ดังนั้นระหว่างตั้งครรภ์ควรปรับอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ ไม่เครียด อาจฟังเพลงหรืออ่านหนังสือเพื่อช่วยในการผ่อนคลายอารมณ์

2. ด้าน การมอง
ออก ไปยืนรับแสงแดดอ่อนๆ นอกบ้านช่วงเช้าหรือบ่าย ควรเลือกแสงที่มีความสว่างไม่จ้าจนเกินไป นอกจากนี้ การใช้ไฟฉายส่องที่หน้าท้องก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้เซลล์สมองและเส้นประสาท ส่วนรับภาพและ การมองเห็นของทารกมีพัฒนาการดีขึ้นและเตรียมพร้อมสำหรับ การ มองเห็นภายหลังคลอด

3. ด้าน การได้ยิน
หมั่น พูดคุยกับลูกในท้องบ่อยๆ ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ใช้ประโยคซ้ำๆ เพื่อให้ลูกคุ้นเคย จะช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่ควบคุมการได้ยินมีพัฒนาการที่ดีและเตรียม พร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอด

นอกจากนี้ การร้องหรือเปิดเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ โดยเฉพาะเพลง ที่มีความไพเราะและคุณแม่ชอบฟัง ซึ่งการใช้เสียงกระตุ้นจะทำให้ การได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้น ช่วงเวลาที่เหมาะในการฟังเพลง ควรเป็นช่วงหลังมื้ออาหาร เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลูกตื่นตัวมากที่สุด ควรเปิดเสียงเพลงให้อยู่ห่างจากหน้าท้องประมาณ 1 ฟุต และเปิดเสียงดังพอประมาณเพื่อลูกในท้องจะได้ฟังเสียงเพลงไปด้วย คลื่นเสียงจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินมีการพัฒนา ระบบการทำงานได้เร็วขึ้น ทำให้เมื่อลูกคลอดออกมาจะมีความสามารถในการจัดลำดับความคิดในสมอง รู้สึกผ่อนคลาย และจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี
4. ด้าน การสัมผัส
การลูบไล้หน้าท้องบ่อยๆ จะกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนรับรู้ความรู้สึกของลูกให้มีพัฒนาการที่ดี ขึ้น คุณแม่ควรลูบหน้าท้องเป็นวงกลมจากบนลงล่างหรือจากล่างขึ้นบน บริเวณไหนก่อนก็ได้ โดยขณะที่สัมผัสอาจร้องเพลงหรือพูดคุย ไปด้วย ยิ่งถ้าทำในช่วงเวลาเดิมเป็นประจำจะรู้สึกได้ว่าเมื่อถึงช่วงเวลานั้น ลูกจะดิ้นรออยู่แล้ว

นอกจากการลูบไล้หน้าท้องแล้วการออกกำลังกายเบาๆ หรือการเดินเล่น จะทำให้ลูกในท้องมีการเคลื่อนไหว ตามไปด้วย และผิวกายของลูกจะไปกระแทกกับผนังด้านในของมดลูก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสของลูกให้พัฒนาได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องค่ะ

การได้ยินของทารกเริ่มเมื่อไร

  
          การได้ยินเป็นประสาทสัมผัสอีกชนิดหนึ่ง ที่ลูกรักวัยขวบปีแรกใช้ค่อนข้างมาก  บางตำราบอกว่าลูกได้ยินตั้งแต่เขาอยู่ในท้องได้ 5-6 เดือนแล้ว แต่การได้ยินของเขาเป็นการรับรู้เสียงในรูปการสั่นสะเทือนผ่านวัตถุหลายชั้น ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังของคุณ ไหนยังจะมดลูกและน้ำคร่ำอีก ไม่เหมือนกับการได้ยินของเราที่รับรู้คลื่นเสียงผ่านอากาศ  เมื่อคลอดออกมาลูกรักจะได้ยินเสียงตั้งแต่แรกเกิดผิดกันแต่ว่าเจ้าตัวเล็กยัง หาต้นตอของเสียงไม่ได้  ลูกไม่รู้หรอกนะคะว่าเสียงที่ได้ยินนั้นมาจากไหนและเป็นเสียงอะไรกันแน่  กระทั่ง 3 เดือนลูกถึงจะเริ่มหาต้นตอของเสียงได้บ้าง  แยกเสียงคนคุ้นเคยได้เริ่มรู้ว่าเสียงโซปราโนนั่นเป็นเสียงแม่  ส่วนบาริโทนนี่เป็นของพ่อ แต่ก็ยังหันหาเสียงไม่ได้อยู่ดีเพราะคอยังไม่แข็งพอ 6 เดือนนั่นล่ะค่ะลูกถึงจะเริ่มมองหาต้นตอของเสียงที่มาจากด้านข้างได้คอของ ลูกที่เริ่มแข็งจะช่วยแกเหลียวมองหาเสียงได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังหันหาเสียงจากด้านบนและล่างไม่ได้ น่าแปลกไหมล่ะคะจนกว่าจะ 9 เดือน ลูกถึงจะเริ่มหันหาเสียงได้ทุกทิศทางและเริ่มพัฒนาด้านความชัดเจนในการได้ ยินอย่างเต็มที่เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาทางภาษาต่อไป
          การกระตุ้นการได้ยินของลูก
พูดคุยกับลูกบ่อยๆร้องเพลงกล่อมเขาบ้าง เปิดเพลงให้ฟังบ้าง หรือลองหาของเล่นที่ส่งเสียงดังกรุ๋งกริ๋งให้เขาฟัง  ขณะเดียวกันก็ให้เขานอนในห้องเงียบๆ บ้าง เพื่อหัดให้แยกแยะความแตกต่างระหว่างการมีเสียงและความเงียบ แต่อย่ากระตุ้นลูกด้วยเสียงอึกทึกครึกโครม การเปิดทีวีวิทยุตลอดเวลาหรือสร้างบรรยากาศให้มีหลายเสียงพร้อมๆ กันไม่ใช่การกระตุ้นลูกที่ถูกต้อง
      

ุ6 สััปดาห์รู้เพศทารก


       คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเป็นกังวลกับเพศ ลูกอยู่ไม่น้อย เนื่องจากจากบางครอบครัวอยากได้เพศหญิง บางครอบครัวอยากได้เพศชาย ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป แต่ ในเมื่อลูกของเราได้ปฎิสนธิและเขาได้กำหนดเพศของเขาเองโดยกระบวนการธรรมชาติ ไปแล้วนั้น เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเพศบุตรได้  กว่าจะรู้เพศก็นานถึง 4 เดือน  แต่ปัจจุบันพบว่า แค่ 6 สัปดาห์ก็สามารถรู้เพศลูกได้ คุณพ่อคุณแม่คงเคยได้ยินชุดทดสอบเพศทารก กันใช่ไหมคะ  ถ้าอยากรู้เพศลูกเร็วๆ คุณแม่สามารถใช่ชุดตรวจเพศลูกด้วยตัวเองที่บ้านได้ค่ะ

           ชุดทดสอบเพศทารกในครรภ์ด้วยปัสสาวะ
- ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว รู้ผลภายใน 15วินาที – 10 นาที
- ทดสอบได้ตั้งแต่ 10 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ( 6 สัปดาห์หลังจากประจำเดือนขาด)
- ไม่มีอันตรายหรือผลข้างเคียงจากการทดสอบ
- ให้ผลแม่นยำ 90% (Lab Test)
วิธีทดสอบ
เก็บปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้า ใส่ในขวดทดสอบ แล้วแกว่งเป็นวงกลม ให้ละลายเข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ 10 นาที
ถ้าสารละลายเป็นสีเขียวหรือน้ำเงินเข้ม แสดงว่าเป็นผู้ชาย ถ้าเป็นสีส้ม ชมพู หรือออกแดง เป็นผู้หญิง